แชร์

ถ้าเหตุที่ตายทำให้ขาดไร้อุปการะ บุคคลนั้นชอบที่จะได้รับค่าสินไหมทดแทน

อัพเดทล่าสุด: 15 ม.ค. 2026
45 ผู้เข้าชม

ถ้าเหตุที่ตายทำให้ขาดไร้อุปการะ บุคคลนั้นชอบที่จะได้รับค่าสินไหมทดแทน

 

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3471/2529

 

คำพิพากษาย่อสั้น
โจทก์ฟ้องว่าจำเลยที่ 1 เป็นลูกจ้างและตัวแทนของจำเลยที่ 2 และที่ 3 จำเลยที่ 2 เป็นบริษัทจำกัดมีจำเลยที่ 3 เป็นกรรมการจำเลยที่ 1 กระทำในทางการที่จ้างของจำเลยที่ 2 และที่ 3 ขับรถยนต์ด้วยความประมาท ล้อรถยนต์หลุดไปชนนาง ล. ถึงแก่ความตายซึ่งเป็นการละเมิดต่อโจทก์ จำเลยที่ 2 ให้การว่าจำเลยที่ 2 ไม่ได้จ้างวานหรือให้จำเลยที่ 1 ขับรถไปในที่เกิดเหตุ จำเลยที่ 1 ไม่ได้ประมาทแต่ล้อรถหลุดเป็นเหตุสุดวิสัย จำเลยร่วม ให้การว่าจำเลยที่ 1 ไม่ได้ขับขี่รถยนต์คันเกิดเหตุในทางการที่จ้างหรือที่ได้รับมอบหมายจากจำเลยที่ 2 ที่ 3 ดังนี้ข้อที่จำเลยที่ 2 และจำเลยร่วมฎีกาว่าจำเลยที่ 2 ให้บริษัท ก.เช่ารถคันเกิดเหตุไปก่อนเกิดเหตุ และข้อที่จำเลยที่ 2 ฎีกาว่า จำเลยที่ 1 ไม่ใช่ลูกจ้างและไม่ได้กระทำการในทางการที่จ้างของจำเลยที่ 2 กับข้อที่จำเลยร่วมฎีกาว่าจำเลยที่ 1 ไม่ใช่ลูกจ้างของจำเลยที่ 2 นั้นเป็นข้อที่จำเลยที่ 2 และจำเลยร่วมมิได้ให้การไว้ จึงเป็นข้อที่ไม่ได้ ยกขึ้นว่ากันมาแล้วในศาลชั้นต้น ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

เหตุสุดวิสัยจะต้องเป็นเรื่องที่ไม่อาจป้องกันได้แม้จะได้ใช้ความระมัดระวังตามสมควรแล้วก็ตาม เมื่อได้ความว่าจำเลยที่ 1 ขับรถยนต์คันเกิดเหตุด้วยความเร็วสูงแล้วล้อหน้าด้านซ้ายของรถหลุดกระเด็นกระดอนไปถูกศีรษะนางล.ซึ่งอยู่ห่างไป 100 เมตร นาง ล.ได้รับอันตรายถึงแก่ความตายทันที และได้ความว่าแม้จะมีการตรวจสภาพรถแล้ว แต่ถ้าได้มีการใช้งานหนักหรือเจ้าของผู้ขับขี่รถไม่ใช้ความระมัดระวังดูแลรักษา เหตุดังกล่าวย่อมเกิดขึ้นได้ ดังนี้ ต้องถือว่าเหตุที่เกิดขึ้นเป็นเพราะความประมาทของจำเลยที่ 1 มิใช่เหตุสุดวิสัยแต่อย่างใด
การที่นาง ล.ตายลงทำให้โจทก์ซึ่งเป็นสามีและบุตรต้องขาดไร้อุปการะจากผู้ตาย จึงชอบที่จะได้รับค่าสินไหมทดแทนโดยไม่จำเป็นที่จะต้องปรากฏข้อเท็จจริงว่า นาง ล.จะต้องเป็นผู้มีรายได้และโจทก์ต่างเป็นผู้ได้รับอุปการะจากผู้ตายจริง

กรมธรรม์ประกันภัย จำกัดความรับผิดของจำเลยร่วมต่อบุคคลภายนอกไว้ 25,000 บาทต่อหนึ่งคนและ 100,000 บาทต่อหนึ่งครั้ง เมื่อการกระทำละเมิดครั้งนี้มีผู้ได้รับความเสียหายเพียงหนึ่งคน จำเลยร่วมก็ต้องรับผิดต่อโจทก์เพียง 25,000 บาทข้อจำกัดความรับผิดที่ว่า 100,000 บาทต่อหนึ่งครั้งนั้นหมายความว่าถ้ามีอุบัติเหตุครั้งหนึ่งมีผู้ได้รับความเสียหายหลายคนจำเลยร่วมก็จะจำกัดความรับผิดเพียงไม่เกิน 100,000 บาท

 

คำพิพากษาย่อยาว

โจทก์ฟ้องว่าโจทก์ที่ 1 เป็นสามีของนางลาวัลณ์ จารุสิริวัฒน์ มีบุตรด้วยกัน4 คน คือ นายพันธุ์ศักดิ์ นางสาวนวลวรรณ เด็กชายนัฐพงศ์ และเด็กชายอำนาจซึ่งต่างเป็นผู้เยาว์ จำเลยที่ 1 เป็นลูกจ้างและตัวแทนของจำเลยที่ 2 และที่ 3จำเลยที่ 2 เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด มีจำเลยที่ 3 เป็นกรรมการ จำเลยที่ 2และที่ 3 เป็นเจ้าของและผู้ครอบครองรถยนต์บรรทุกหมายเลขทะเบียน 1 บ-6377เมื่อวันที่ 8 ตุลาคม 2523 จำเลยที่ 1 กระทำในทางการที่จ้างของจำเลยที่ 2 และที่ 3ได้ขับขี่รถยนต์บรรทุกคันดังกล่าวมุ่งหน้าไปทางคลองสานด้วยความเร็วสูง เมื่อถึงบริเวณปากซอยราษฎร์ร่วมเจริญ ลูกล้อรถยนต์บรรทุกคันนั้นด้านหน้าข้างซ้ายได้หลุดออกจากตัวรถแล้วกระเด็นกระดอนไปตามแรงเหวี่ยงไปถูกศีรษะนางลาวัลย์ได้รับอันตรายจนถึงแก่ความตาย ทั้งนี้โดยความประมาทเลินเล่อของจำเลยที่ 1และจำเลยทั้งสามมิได้ตรวจตรารถให้อยู่ในสภาพดี เป็ฯเหตุให้เงินสดที่ติดตัวนางลาวัลณ์ 30,000 บาทเศษหายไป โจทก์ที่ 1 เสียค่าปลงศพเป็นเงิน 30,000 บาทและขาดการอุปการะจากผู้ตายเดือนละ 1,000 บาท คิดเพียง 10 ปีเป็นเงิน120,000 บาท สำหรับบุตร 4 คนซึ่งเป็ฯผู้เยาว์คนละ 700 บาทต่อเดือน คิดแต่วันละเมิดถึงวันที่บรรลุนิติภาวะรวมเป็นเงิน 316,500 บาท และดอกเบี้ยร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีนับแต่วันละเมิดถึงวันฟ้องคิดเพียง 1,000 บาท รวมเป็นเงินทั้งสิ้น317,500 บาท ขอให้บังคับจำเลยทั้งสามร่วมกันหรือแทนกันชำระเงินดังกล่าวพร้อมด้วยดอกเบี้ยร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีในจำนวนเงิน 316,500 บาทนับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยที่ 1 ขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา

จำเลยที่ 2 ให้การว่าจำเลยที่ 2 ไม่ได้จ้างวานหรือใช้จำเลยที่ 1 ขับรถไปในที่เกิดเหตุ จำเลยที่ 1 ไม่ได้ประมาทแต่เป็นเหตุสุดวิสัย รถคันเกิดเหตุเป็นรถใหม่ได้รับการตรวจตราบำรุงรักษาตลอดเวลาและผ่านการตรวจสภาพจากกรมการขนส่งทางบกแล้ว ล้อรถหลุดเนื่องจากเพลาหัก รถดังกล่าวแล่นด้วยความเร็วปกติล้อรถวิ่งเร็วกว่าตัวรถเพราะแรงเหวี่ยง หากนางลาวัลณ์ใช้ความระมัดระวังตามปกติเพียงเอี้ยวตัวเล็กน้อยก็จะไม่ได้รับอันตราย โจทก์เรียกค่าเสียหายมากเกินความจริงนางลาวัลณ์ไม่มีรายได้อะไร โจทก์จึงไม่ขาดไร้อุปการะ ขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ 3 ให้การว่า จำเลยที่ 3 มิใช่เจ้าของกรรมสิทธิ์และไม่ได้ควบคุมรถคันเกิดเหตุ ไม่ได้จ้างวานหรือใช้จำเลยที่ 1 ขับรถคันดังกล่าว โจทก์ไม่ได้เสียค่าใช้จ่ายตามฟ้อง โจทก์ไม่เคยได้รับอุปการะเลี้ยงดูจากนางลาวัลณ์ ฟ้องโจทก์เคลือบคลุม ขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ 2 ขอให้เรียกบริษัทประกันภัยไทยวิวัฒน์ จำกัด ซึ่งรับประกันภัยรถคันเกิดเหตุ เข้ามาเป็นจำเลยร่วม ศาลชั้นต้นอนุญาต

บริษัทประกันภัยไทยวิวัฒน์ จำกัด จำเลยร่วมให้การว่า โจทก์ที่ 1 ได้หย่าร้างกับนางลาวัลณ์ จึงไม่มีอำนาจฟ้องเรียกค่าเสียหาย โจทก์ที่ 2 ทั้งส่คนไม่ใช่บุตรโดยชอบด้วยกฎหมายของนางลาวัลณ์ จำเลยที่ 1 ไม่ได้ขับขี่รถยนต์คันเกิดเหตุในทางการที่จ้างหรือที่ได้รับมอบหมายจากจำเลยที่ 2 ที่ 3 เหตุที่ล้อรถหลุดจำเลยร่วมให้การทำนองเดียวกับจำเลยที่ 2 โจทก์เรียกค่าเสียหายมาเกินความจริงนางลาวัลณ์มีเงินสดไม่เกิน 100 บาท ค่าปลงศพไม่เกิน 10,000 บาท นางลาวัลณ์ไม่ได้ประกอบอาชีพ โจทก์ทั้งสองจึงไม่ขาดไร้อุปการะ หากต้องรับผิดก็รับผิดตามเงื่อนไขในสัญญากรมธรรม์ประกันภัยไม่เกิน 25,000 บาท ค่าเสียหายไกลเกินกว่าเหตุขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้ววินิจฉัยว่า จำเลยที่ 1 ขับรถโดยประมาทและไม่ตรวจตราสภาพรถให้เรียบร้อย เป็นเหตุให้ล้อหลุดชนนางลาวัลณ์ถึงแก่ความตายรถคันเกิดเหตุเป็นของจำเลยที่ 2 แต่ให้นิติบุคคลอื่นเช่าไป และจำเลยที่ 1 เป็นลูกจ้างของนิติบุคคลที่เช่ารถคันเกิดเหตุนั้น จำเลยที่ 2 ที่ 3 และจำเลยร่วมจึงไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์ พิพากษาให้จำเลยที่ 1 ชำระเงิน 130,000 บาท และดอกเบี้ยนับแต่วันทำละเมิดถึงวันฟ้อง 1,000 บาท ให้จำเลยที่ 1 ชำระดอกเบี้ยในอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีจากต้นเงินดังกล่าวนับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จกับให้จำเลยที่ 1 ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมโดยกำหนดค่าทนายความ 2,000 บาทแทนโจทก์ยกฟ้องจำเลยที่ 2 ที่ 3 ค่าฤชาธรรมเนียม ค่าทนายความสมควรเป็นพับ

โจทก์ที่ 1 ที่ 2 อุทธรณ์ขอให้จำลเยที่ 2 ที่ 3 และจำเลยร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 ตามฟ้อง

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 2 รับผิดต่อโจทก์ร่วมกับจำเลยที่ 1 เป็นเงิน 130,000 บาท และให้จำเลยร่วมรับผิดเป็นเงิน 100,000 บาทพร้อมด้วยดอกเบี้ยในอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีในต้นเงินดังกล่าวตั้งแต่วันที่ 8 ตุลาคม 2523 จนกว่าจะชำระเสร็จให้จำเลยที่ 2 และจำเลยร่วมใช้ค่าฤชาธรรมเนียมสองศาลแทนโจทก์โดยกำหนดค่าทนายความรวม 3,000 บาท ค่าขึ้นศาลให้ใช้เท่าที่โจทก์ชนะ ส่วนค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 3 เป็นพับ นอกจากที่แก้คงเป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยที่ 2 และจำเลยร่วมฎีกาขอให้ยกฟ้อง

ศาลฎีกาวินิจฉัยข้อกฎหมายว่า จำเลยที่ 2 และจำเลยร่วมฎีกาเป็นประการแรกว่า แม้รถยนต์คันเกิดเหตุจะเป็นของบริษัทจำเลยที่ 2 แต่ขณะเกิดเหตุรถยนต์ไม่ได้อยู่ในความครอบครองของบริษัทจำเลยที่ 2 เพราะบริษัทจำเลยที่ 2ได้ให้บริษัทสยามกว้างไพศาลมาร์เก็ตติ้ง จำกัด เช่าไปก่อนเกิดเหตุนั้นจำเลยที่ 2และจำเลยร่วมไม่ได้ให้การต่อสู้คดีไว้จึงเป็นข้อที่ไม่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วในศาลชั้นต้น ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 249 ส่วนที่จำเลยที่ 2 และจำเลยร่วมฎีกาว่าจำเลยได้ให้การปฏิเสธไว้ว่าจำเลยไม่ได้เป็นนายจ้างของจำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 1 ไม่ได้เป็นลูกจ้าง จำเลยย่อมนำสืบได้ว่ารถคันเกิดเหตุไม่ได้อยู่ในความครอบครองของจำเลยเพราะให้บริษัทสยามกว้างไพศาลมาร์เก็ตติ้ง จำกัด เช่าไป ไม่เป็นการนำสืบนอกคำให้การได้ความตามคำให้การจำเลยที่ 2 เพียงว่า จำเลยที่ 2 ไม่ได้จ้างวานหรือใช้ให้จำเลยที่ 1 ขับรถยนต์คันเกิดเหตุ และได้ความตามคำให้การจำเลยร่วมว่า จำเลยที่ 1 ไม่ได้ขับรถคันเกิดเหตุไปในทางการที่ว่าจ้างหรือมอบหมายจากจำเลยที่ 2ที่ 2 แต่ประการใด จึงไม่ปรากฏข้อความตามคำให้การของจำเลยที่ 2 และจำเลยร่วมดังที่จำเลยฎีกา

จำเลยที่ 2 และจำเลยร่วมฎีกาประการต่อมาว่า จำเลยที่ 1 ไม่ใช่ลูกจ้างและไม่ได้กระทำในทางการที่จ้างของจำเลยที่ 2 จำเลยที่ 2 และจำเลยร่วมจึงไม่ต้องรับผิดในเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในปัญหานี้จำเลยที่ 2 ไม่ได้ให้การต่อสู้ไว้ทั้งสองกรณี ส่วนจำเลยร่วมไม่ได้ให้การต่อสู้ไว้ว่าจำเลยที่ 1 ไม่ใช่ลูกจ้างของจำเลยที่ 2 จึงเป็นข้อที่ไม่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วในศาลชั้นต้น ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 แล้วศาลฎีกาฟังข้อเท็จจริงว่า จำเลยที่ 1 เป็นคนขับรถยนต์คันเกิดเหตุไปในทางการที่จ้างของจำเลยที่ 2

จำเลยที่ 2 และจำเลยร่วมฎีกาประการต่อมาว่าเหตุที่เกิดขึ้นเนื่องจากล้อรถคันเกิดเหตุหลุด ซึ่งเกิดจากเหตุสุดวิสัยไม่อาจป้องกันได้ ทั้งที่ผู้ขับขี่ได้ใช้ความระมัดระวังแล้ว ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า รถคันเกิดเหตุวิ่งมาด้วยความเร็วสูงเมื่อถึงที่เกิดเหตุล้อหลุดกระเด็นไปไกลถึง 100 เมตร ถูกนางลาวัลณ์ถึงแก่ความตายจำเลยที่ 2 และจำเลยร่วมจึงไม่อาจอ้างได้ว่าผู้ขับขี่รถคันเกิดเหตุได้ใช้ความระมัดระวังแล้ว ส่วนที่จำเลยอ้างว่าเหตุเกิดจากเหตุสุดวิสัยนั้น เห็นว่าหากจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นเจ้าของรถและเป็นนายจ้างของจำเลยที่ 1 ผู้ขับขี่รถคันเกิดเหตุได้ใช้ความระมัดระวังตรวจตราถึงความสมบูรณ์ของรถก่อนให้จำเลยที่ 1 ใช้รถ เหตุก็ย่อมไม่เกิดขึ้น ดังนั้นเหตุที่เกิดขึ้นจึงไม่ใช่เหตุสุดวิสัยแต่อย่างใด ที่จะเป็นเหตุสุดวิสัยจะต้องเป็นเรื่องที่ไม่อาจป้องกันได้ แม้จะใช้ความระมัดระวังตามสมควรแล้วก็ตาม เหตุที่เกิดขึ้นจึงต้องถือว่าเป็นความประมาทของจำเลยที่ 1

ส่วนค่าขาดไร้อุปการะที่จำเลยที่ 2 และจำเลยร่วมฎีกาว่านางลาวัลณ์ผู้ตายไม่มีรายได้ โจทก์จึงไม่ขาดไร้อุปการะ หากเสียหายจริงก็ไม่ควรเกิน10,000 บาท นั้น ศาลฎีกาเห็นว่า ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1461 วรรคสอง ซึ่งตรวจชำระใหม่ บัญญัติว่า "สามีภริยาต้องช่วยเหลืออุปการะเลี้ยงดูกันตามความสามารถและฐานะของตน" และมาตรา 1564 วรรคแรกบัญญัติว่า "บิดามารดาจำต้องอุปการะเลี้ยงดูและให้การศึกษาตามสมควรแก่บุตรในระหว่างที่เป็นผู้เยาว์" กับมาตรา 443 วรรค 3 บัญญัติว่า "ถ้าเหตุที่ตายลงนั้นทำให้บุคคลหนึ่งบุคคลใดต้องขาดไร้อุปการะตามกฎหมายด้วยไซร้ ท่านว่าบุคคลนั้นชอบที่จะได้รับค่าสินไหมทดแทนเพื่อการนั้น" ตามบทบัญญัติสามมาตราดังกล่าวย่อมถือได้ว่า การที่นางลาวัลณ์ตายลง ทำให้โจทก์ซึ่งเป็นสามีและบุตรต้องขาดไร้อุปการะจากผู้ตาย จึงชอบที่จะได้รับค่าสินไหมทดแทนโดยไม่จำเป็นที่จะต้องปรากฏข้อเท็จจริงว่า นางลาวัลณ์ผู้ตายจะต้องเป็นผู้มีรายได้และโจทก์ทั้งสองต่างเป็นผู้ได้รับอุปการะจากผู้ตายจริง

จำเลยร่วมฎีกาเป็นประการสุดท้ายว่า ตามกรมธรรม์ประกันภัยข้อ 2.1จำกัดความรับผิดของจำเลยร่วมต่อบุคคลภายนอกไว้ 25,000 บาทต่อหนึ่งคนและ 100,000 บาทต่อหนึ่งครั้ง จำเลยร่วมจึงต้องรับผิดต่อโจทก์ทั้งสองเพียง25,000 บาท เห็นว่า กรมธรรม์ประกันภัยมีข้อจำกัดความรับผิดตามที่จำเลยร่วมฎีกาดังนั้น เมื่อการกระทำละเมิดครั้งนี้ มีผู้ได้รับความเสียหายเพียงหนึ่งคน จำเลยร่วมก็ต้องรับผิดต่อโจทก์เพียง 25,000 บาท ข้อจำกัดความรับผิดที่ว่า 100,000 บาทต่อหนึ่งครั้ง หมายความว่าถ้ามีอุบัติเหตุครั้งหนึ่ง มีผู้ได้รับความเสียหายหลายคนจำเลยร่วมก็จะจำกัดความรับผิดเพียงไม่เกิน 100,000 บาท แต่ไม่หมายความว่า จำเลยร่วมจะต้องรับผิดจนเต็มจำนวน 100,000 บาทต่อหนึ่งครั้ง แม้จะมีผู้ได้รับความเสียหายเพียงคนเดียวดังเช่นในคดีนี้ ตามนัยคำพิพากษาฎีกาที่ 1182/2526

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยร่วมร่วมรับผิดต่อโจทก์เป็นเงิน 25,000 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยในอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีในจำนวนเงินดังกล่าวตั้งแต่วันที่8 ตุลาคม 2523 จนกว่าจะชำระให้โจทก์เสร็จ แต่ดอกเบี้ยที่จำเลยที่ 2 และจำเลยร่วมต้องรับผิดต่อโจทก์นั้น นับแต่วันละเมิดถึงวันฟ้องไม่ให้เกิน 1,000 บาทตามที่โจทก์ขอมา ให้จำเลยที่ 2 และจำเลยร่วมใช้ค่าทนายความในชั้นฎีกา2,000 บาท แทนโจทก์ทั้งสอง นอกจากที่แก้คงเป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์

 

กฎหมายที่เกี่ยวข้อง
ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 8
ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 420
ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 425
ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 443
ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 487
ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 867
ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1461
ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1564
ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 177
ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249

ผู้พิพากษา
วิฑูรย์ ตั้งตรงจิตต์
โสภณ รัตนากร
ไพรัช วงศ์วัฒนะ

แหล่งที่มา : กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

 

สามารถรับชมเพิ่มเติมได้ที่ 

Youtube     https://youtu.be/kZKwsSs-TpI?si=_IbBSswS-s0Vr2co

TikTok                 :https://www.tiktok.com/@lawyeraor/video/7569181031086214407?is_from_webapp=1&sender_device=pc&web_id=7539731687648364033

ติดต่อทีมงานทนายอ้อได้ที่ ⬇️

Facebook        :https://www.facebook.com/share/1Bb1gYBdZc/?mibextid=wwXIfr

Tiktok               :https://www.tiktok.com/@lawyeraor

 Line                  :https://line.me/ti/p/NBw5dNkeFt

 เบอร์โทรศัพท์   : 081-755-5585 , 065-701-1441

 Website           :https://www.lawyer-aor.com/

 

#ฟ้องคดีรถชนกับทนายอ้อ
#ฟ้องคดีอุบัติเหตุกับทนายอ้อ
#ฟ้องคดีประกันภัยกับทนายอ้อ
#ทนายความคดีรถชน
#ทนายความคดีอุบัติเหตุ
#ฟ้องคดีรถชน
#ทนายความ
#ทนายอ้อ
#ฟ้องเรียกร้องค่าสินไหมทดแทน
#ฟ้องคดีละเมิด
#ปรึกษาทนายความคดีรถชนฟรี


บทความที่เกี่ยวข้อง
เว็บไซต์นี้มีการใช้งานคุกกี้ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและประสบการณ์ที่ดีในการใช้งานเว็บไซต์ของท่าน ท่านสามารถอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และ นโยบายคุกกี้
เปรียบเทียบสินค้า
0/4
ลบทั้งหมด
เปรียบเทียบ