แชร์

เหตุที่ตายทำให้ต้องขาดไร้อุปการะบุคคลคนนั้นชอบที่จะได้รับค่าสินไหมทดแทน

อัพเดทล่าสุด: 14 ม.ค. 2026
1 ผู้เข้าชม

เหตุที่ตายทำให้ต้องขาดไร้อุปการะบุคคลคนนั้นชอบที่จะได้รับค่าสินไหมทดแทน

 

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3369/2540

 

คำพิพากษาย่อสั้น

การที่จำเลยที่ 1 ขับรถโดยสารซึ่งเป็นรถมีขนาดใหญ่ถอยหลังคนที่อยู่ด้านหลังรถดังกล่าวมีโอกาสที่จะถูกรถโดยสารที่จำเลยที่ 1 ขับเฉี่ยวชนได้ง่าย จำเลยที่ 1 จึงต้องใช้ความระมัดระวังดูแลบริเวณข้างหลังให้ปลอดภัยเสียก่อนเมื่อจำเลยที่ 1 ขับรถโดยสารถอยหลังชนและทับผู้ตายเช่นนี้ แสดงให้เห็นว่าจำเลยที่ 1 มิได้ใช้ความระมัดระวังดูแลบริเวณข้างหลังให้ปลอดภัยเสียก่อนดังนี้เหตุรถโดยสารชนและทับผู้ตายเกิดจากความประมาทเลินเล่อของจำเลยที่ 1 โจทก์ที่ 1 ทำศพผู้ตายทั้งประเพณีไทยและจีนเนื่องจากผู้ตายเป็นคนเชื้อชาติจีน สิ้นค่าใช้จ่ายรวมเป็นเงิน76,692 บาท เนื่องจากผู้ตายมีตำแหน่งเป็นหัวหน้าหมวดบัญชีค่าโดยสาร ได้รับเงินเดือน 8,317.75 บาท ค่าใช้จ่ายในการจัดงานศพจำนวนดังกล่าวจึงเหมาะสมแก่ฐานานุรูปของผู้ตายแล้ว ที่ศาลล่างทั้งสองกำหนดค่าใช้จ่ายในการจัดงานศพเป็นเงินจำนวน 68,185 บาท จึงเป็นการสมควร ในส่วนค่าขาดไร้อุปการะของโจทก์ที่ 1 ซึ่งเป็นภริยาของผู้ตาย ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1461 วรรคสองนั้น โจทก์ที่ 1 มีอายุ 47 ปี ส่วนผู้ตายมีอายุ 50 ปีย่อมเห็นได้ว่าโจทก์ที่ 1 มีโอกาสได้รับอุปการะตามกฎหมายได้ไม่น้อยกว่า 10 ปี ที่โจทก์ที่ 1 เรียกค่าขาดไร้อุปการะเป็นระยะเวลา 10 ปี จึงเป็นระยะเวลาที่สมควร ขณะเกิดเหตุโจทก์ที่ 2 และที่ 4 ซึ่งเป็นบุตรมีอายุเกิน20 ปี เป็นบุคคลบรรลุนิติภาวะแล้ว และค่าสินไหมทดแทนเพื่อการขาดไร้อุปการะตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 443วรรคสาม จะต้องเป็นการขาดไร้อุปการะตามกฎหมายหาได้มีความหมายรวมไปถึงการขาดไร้อุปการะตามหน้าที่ศีลธรรมไม่ อีกทั้งในข้อที่บิดาจำต้องให้อุปการะเลี้ยงดูบุตรตามกฎหมายนั้น ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1564บัญญัติให้บิดามารดาจำต้องอุปการะเลี้ยงดูและให้การศึกษาตามสมควรแก่บุตรในระหว่างที่เป็นผู้เยาว์ บิดามารดาจำต้องอุปการะเลี้ยงดูบุตรซึ่งบรรลุนิติภาวะแล้วแต่เฉพาะผู้ทุพพลภาพและหาเลี้ยงตนเองมิได้ เมื่อขณะเกิดเหตุโจทก์ที่ 2 และที่ 4 มิใช่ผู้ทุพพลภาพและหาเลี้ยงตนเองมิได้โจทก์ที่ 2 และที่ 4 จึงไม่มีสิทธิได้รับค่าขาดไร้อุปการะตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 443 วรรคสาม สำหรับโจทก์ที่ 5 ถึงที่ 8 แม้ว่ายังไม่บรรลุนิติภาวะแต่ก็จะได้รับค่าอุปการะเท่าที่อยู่ในข่ายตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 443 วรรคสามบัญญัติไว้กล่าวคือเท่าที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะเว้นแต่จะเป็นผู้ทุพพลภาพและหาเลี้ยงตนเองมิได้ เมื่อไม่ปรากฏว่าโจทก์ที่ 5 ถึงที่ 8 เป็นผู้ทุพพลภาพ โจทก์ที่ 5 ถึงที่ 8แต่ละคนจึงมีสิทธิได้รับค่าขาดไร้อุปการะตามกฎหมายนับแต่วันเกิดเหตุไปจนกระทั่งมีอายุครบ 20 ปีบริบูรณ์ อันเป็นบุคคลที่พ้นจากภาวะผู้เยาว์และเป็นบุคคลที่บรรลุนิติภาวะ หาใช่แต่ละคนมีสิทธิได้รับค่าขาดไร้อุปการะไปจนถึง 10 ปีนับจากวันเกิดเหตุไม่ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 206 ในกรณีหนี้อันเกิดแต่มูลละเมิดลูกหนี้ได้ชื่อว่าผิดนัดมาแต่เวลาที่ทำละเมิดและจำนวนเงินค่าสินไหมทดแทนเพื่อการขาดไร้อุปการะที่จำเลยทั้งสองจะต้องชำระแก่โจทก์ทั้งแปดนั้นศาลได้กำหนดเป็นจำนวนเงินที่แน่นอน เป็นหนี้เงินที่จำเลยทั้งสองจะต้องชำระทันที จำเลยทั้งสองจึงต้องเสียดอกเบี้ยนับแต่วันผิดนัด ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 158ถ้าศาลเห็นว่า คู่ความอีกฝ่ายหนึ่งจะต้องเป็นผู้รับผิดเสียค่าฤชาธรรมเนียมทั้งหมดหรือแต่บางส่วนของคู่ความทั้งสองฝ่าย ให้ศาลพิพากษาในเรื่องค่าฤชาธรรมเนียมโดยสั่งให้คู่ความอีกฝ่ายหนึ่งนั้นชำระต่อศาลในนามของบุคคลผู้ฟ้องหรือต่อสู้ความอย่างคนอนาถาซึ่งค่าฤชาธรรมเนียมที่ผู้ฟ้องหรือต่อสู้ความอย่างคนอนาถานั้นได้ยกเว้นทั้งหมดหรือแต่บางส่วนตามที่ศาลเห็นสมควรศาลชั้นต้นจึงมีอำนาจพิพากษาให้จำเลยผู้ซึ่งจะต้องรับผิดเสียค่าฤชาธรรมเนียมทั้งหมดให้เป็นผู้เสียค่าฤชาธรรมเนียมเฉพาะส่วนที่โจทก์ทั้งแปดชนะคดีได้รับอนุญาตให้ดำเนินคดีอย่างคนอนาถาได้ หนี้ที่จำเลยทั้งสองจะต้องชำระเป็นหนี้อันไม่อาจแบ่งแยกได้เมื่อจำเลยที่ 2 ฎีกาและศาลฎีกากำหนดค่าสินไหมทดแทนกรณีขาดไร้อุปการะที่จำเลยที่ 2 ต้องรับผิดน้อยลงแม้จำเลยที่ 1 จะมิได้ฎีกา ศาลฎีกาก็มีอำนาจพิพากษาให้จำเลยที่ 1 รับผิดเท่ากับจำเลยที่ 2 ได้

 

คำพิพากษาย่อยาว

โจทก์ทั้งแปดฟ้องโดยได้รับอนุญาตให้ดำเนินคดีอย่างคนอนาถาว่าโจทก์ที่ 1 เป็นภริยาโดยชอบด้วยกฎหมายของนายสำเริง มหัจฉริยวงศ์ มีบุตรด้วยกัน 7 คนคือโจทก์ที่ 2 ถึงที่ 8 สำหรับโจทก์ที่ 6 ถึงที่ 8ยังไม่บรรลุนิติภาวะและอยู่ในความอุปการะเลี้ยงดูของโจทก์ที่ 1เมื่อวันที่ 4 เมษายน 2533 เวลาประมาณ 18 นาฬิกา จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นลูกจ้างขับรถโดยสารประจำทางของจำเลยที่ 2ได้ขับรถคันเกิดเหตุไปในทางการที่จ้างของจำเลยที่ 2 ด้วยความประมาทเลินเล่อชนนายสำะเริงถึงแก่ความตาย โจทก์ทั้งแปดได้รับความเสียหาย จำเลยที่ 1 ผู้ทำละเมิด และจำเลยที่ 2ซึ่งเป็นนายจ้างต้องร่วมรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์ทั้งแปดดังนี้ ค่ารักษาพยาบาลผู้ตายเป็นเงิน 8,507 บาท ค่าปลงศพผู้ตายเป็นเงิน 76,692 บาท ค่าขาดไร้อุปการะสำหรับโจทก์ที่ 1เป็นเงิน 966,000 บาท โจทก์ที่ 2 เป็นเงิน 739,200 บาทโจทก์ที่ 3 เป็นเงิน 180,000 บาท โจทก์ที่ 4 เป็นเงิน624,000 บาท โจทก์ที่ 5 เป็นเงิน 764,400 บาท โจทก์ที่ 6เป็นเงิน 552,000 บาท โจทก์ที่ 7 เป็นเงิน 527,400 บาทและโจทก์ที่ 8 เป็นเงิน 411,600 บาท รวมเป็นเงิน 4,849,799 บาท ขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินค่ารักษาพยาบาลและค่าปลงศพจำนวน 85,199 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันละเมิดถึงวันฟ้องเป็นเงิน 6,389 บาท กับชำระเงินค่าขาดไร้อุปการะจำนวน 966,000 บาท รวมเป็นเงิน 1,057,588 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปีของต้นเงิน 1,051,199 บาท นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ที่ 1 และชำระเงินค่าขาดไร้อุปการะจำนวน 739,200 บาทแก่โจทก์ที่ 2 จำนวน 180,000 บาท แก่โจทก์ที่ 3 จำนวน624,000 บาท แก่โจทก์ที่ 4 จำนวน 764,400 บาท แก่โจทก์ที่ 5จำนวน 552,000 บาท แก่โจทก์ที่ 6 จำนวน 527,400 บาทแก่โจทก์ที่ 7 และจำนวน 411,600 บาท แก่โจทก์ที่ 8 พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินที่จะต้องชำระแก่โจทก์ที่ 2ถึงที่ 8 แต่ละคนนับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยที่ 1 ขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา

จำเลยที่ 2 ให้การว่า เหตุคดีนี้เกิดจากเหตุสุดวิสัยเนื่องจากขณะจำเลยที่ 1 กำลังถอยหลังรถโดยสารคันเกิดเหตุนายสำเริงเดินมาทางด้านหลังรถในระยะกระชั้นชิดเป็นเหตุให้จำเลยที่ 1ไม่สามารถหยุดรถคันดังกล่าวได้ทัน จำเลยที่ 2 จึงไม่ต้องรับผิดโจทก์ทั้งแปดเรียกร้องค่าเสียหายสูงเกินความจริง กล่าวคือนายสำเริงถึงแก่ความตายทันทีไม่เสียค่ารักษาพยาบาลโจทก์ที่ 1 เรียกร้องค่าปลงศพเกินฐานะ โจทก์ที่ 2 ถึงที่ 5ไม่มีสิทธิเรียกร้องค่าขาดไร้อุปการะเนื่องจากบรรลุนิติภาวะแล้วค่าขาดไร้อุปการะของโจทก์ที่ 6 ถึงที่ 8 ไม่เกิน 5,000 บาท7,000 บาทและ 10,000 บาท ตามลำดับ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินแก่โจทก์ที่ 1จำนวน 482,428 บาท พร้อมดอกเบี้ยของต้นเงิน476,692 บาท โจทก์ที่ 3 จำนวน 180,000 บาท โจทก์ที่ 6จำนวน 40,000 บาท โจทก์ที่ 7 จำนวน 160,000 บาทและโจทก์ที่ 8 จำนวน 240,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ที่ 1 ที่ 3 ที่ 6 ที่ 7และที่ 8 สำหรับค่าธรรมเนียมศาลที่โจทก์ที่ 1 ที่ 3 ที่ 6 ที่ 7และที่ 8 ได้รับอนุญาตให้ดำเนินคดีอย่างคนอนาถานั้นให้จำเลยทั้งสองนำมาชำระต่อศาลในนามของโจทก์ดังกล่าวเฉพาะค่าขึ้นศาลให้ชำระเท่าทุนทรัพย์ที่โจทก์ที่ 1 ที่ 3 ที่ 6 ที่และที่ 8 ชนะคดี โดยกำหนดค่าทนายความให้รวมกันเป็นเงิน15,000 บาท ให้ยกฟ้องโจทก์ที่ 2 ที่ 4 และที่ 5 ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์ที่ 2 ที่ 4 และที่ 5 กับจำเลยทั้งสองให้เป็นพับ

โจทก์ที่ 1 ที่ 2 ที่ 4 ถึงที่ 8 และจำเลยที่ 2 อุทธรณ์โดยโจทก์ที่ 1 ที่ 4 ถึงที่ 8 ได้รับอนุญาตให้ดำเนินคดีอย่างคนอนาถา

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 20,000 บาท แก่โจทก์ที่ 5 พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ที่ 1 ที่ 2 ที่ 4 ถึงที่ 8 และจำเลยที่ 2 ฎีกา โดยโจทก์ที่ 1 ที่ 4 ถึงที่ 8 ได้รับอนุญาตให้ดำเนินคดีอย่างคนอนาถา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังได้ในเบื้องต้นว่าจำเลยที่ 1 และนายสำเริง มหัจฉริยวงศ์ เป็นลูกจ้างของจำเลยที่ 2 โดยจำเลยที่ 1 เป็นพนักงานขับรถโดยสารประจำทาง ส่วนนายสำเริง เป็นหัวหน้าหมวดบัญชีค่าโดยสารสาย 16 โจทก์ที่ 1 เป็นภริยาโดยชอบด้วยกฎหมายของนายสำเริง และโจทก์ที่ 2 ถึงที่ 8 เป็นบุตรของนายสำเริงอันเกิดจากโจทก์ที่ 1 เมื่อวันที่ 4 เมษายน 2533 ขณะจำเลยที่ 1 ปฏิบัติหน้าที่ในทางการที่จ้างของจำเลยที่ 2 โดยขับรถโดยสารประจำทางสาย 16คันหมายเลขทะเบียน 10-4763 กรุงเทพมหานคร ได้ขับรถคันดังกล่าวถอยหลังไปชนและทับนายสำเริงเป็นเหตุให้นายสำเริงถึงแก่ความตาย

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 2 ข้อแรกมีว่า เหตุรถโดยสารชนและทับนายสำเริงผู้ตายเกิดจากความประมาทเลินเล่อของจำเลยที่ 1 หรือไม่ เนื่องจากปัญหานี้เป็นปัญหาข้อเท็จจริงสำหรับฎีกาจำเลยที่ 2 ในส่วนของโจทก์ที่ 2 และที่ 3 มีจำนวนทุนทรัพย์ที่พิพาทกันในชั้นฎีกาจำนวน 73,920 บาท ซึ่งเป็นจำนวนคงเหลือที่โจทก์ที่ 2 ติดใจเรียกร้อง และจำนวน180,000 บาท ที่โจทก์ที่ 3 ขอมาท้ายฟ้องตามลำดับซึ่งไม่เกินสองแสนบาท ต้องห้ามมิให้ฎีกาในข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 248 วรรคหนึ่งศาลฎีกาจึงไม่รับวินิจฉัยในส่วนนี้ คงรับวินิจฉัยเฉพาะในส่วนที่เกี่ยวกับโจทก์ที่ 1 และที่ 4 ถึงที่ 8

จำเลยที่ 2 ฎีกาว่า โจทก์ที่ 1 ที่ 4 ถึงที่ 8ไม่มีประจักษ์พยานเห็นเหตุการณ์มาเบิกความย่อมรับฟังไม่ได้ว่าเหตุเกิดจากความประมาทเลินเล่อของจำเลยที่ 1 เห็นว่า โจทก์ที่ 1ที่ 4 ถึงที่ 8 มีร้อยตำรวจเอกใจเย็น นามศรี พนักงานสอบสวนเป็นพยานเบิกความว่า วันเกิดเหตุเวลาประมาณ 18 นาฬิกาพยานได้รับแจ้งเหตุรถโดยสารชนผู้ตายจึงไปดูที่เกิดเหตุ ปรากฏว่าผู้ตายถูกนำส่งโรงพยาบาลแล้ว ส่วนจำเลยที่ 1 ผู้ขับหลบหนีไปพยานลงรายงานประจำวันไว้ตามสำเนารายงานประจำวันเกี่ยวกับคดีเอกสารหมาย จ.22 จากการสอบสวนปรากฏว่าเหตุเกิดจากความประมาทเลินเล่อของจำเลยที่ 1 และข้อเท็จจริงฟังเป็นยุติว่าขณะเกิดเหตุจำเลยที่ 1 ขับรถโดยสารคันเกิดเหตุถอยหลังชนและทับผู้ตายการที่จำเลยที่ 1 ขับรถโดยสารซึ่งเป็นรถมีขนาดใหญ่ถอยหลัง ย่อมเห็นได้ว่าคนที่อยู่ด้านหลังรถดังกล่าวมีโอกาสที่จะถูกรถโดยสารที่จำเลยที่ 1 ขับเฉี่ยวชนได้ง่ายจำเลยที่ 1จะต้องใช้ความระมัดระวังดูแลบริเวณข้างหลังให้ปลอดภัยเสียก่อนเมื่อจำเลยที่ 1 ขับรถโดยสารถอยหลังชนและทับผู้ตายเช่นนี้ แสดงให้เห็นว่าจำเลยที่ 1 มิได้ใช้ความระมัดระวังดูแลบริเวณข้างหลังให้ปลอดภัยเสียก่อน เหตุการณ์จึงสอดคล้องกับทางสอบสวนที่ร้อยตำรวจเอกใจเย็นเบิกความมา จำเลยทั้งสองมีพยานมานำสืบเพียง 1 ปาก คือนายบุญเพ็ง พัดน้อยหัวหน้ากองอุบัติเหตุสังกัดสำนักงานกฎหมายของจำเลยที่ 2 แต่ก็หาได้เบิกความโต้เถียงว่า เหตุมิใช่เกิดจากความประมาทเลินเล่อของจำเลยที่ 1 แต่อย่างใดไม่ ตามพฤติการณ์ดังกล่าวฟังได้ว่าเหตุรถโดยสารชนและทับผู้ตายเกิดจากความประมาทเลินเล่อของจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 2 จึงต้องร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1ในผลแห่งละเมิดด้วย

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ที่ 1 ที่ 2 และที่ 4ถึงที่ 8 มีว่า จำเลยทั้งสองจะต้องรับผิดชดใช้ค่าขาดไร้อุปการะแก่โจทก์ที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 ถึง 8 หรือไม่ เพียงใด เนื่องจากปัญหานี้เป็นปัญหาข้อเท็จจริง สำหรับฎีกาโจทก์ที่ 8 มีจำนวนทุนทรัพย์ที่พิพาทกันในชั้นฎีกาจำนวน 171,600 บาท ซึ่งเป็นจำนวนที่โจทก์ที่ 8 ติดใจเรียกร้องเพิ่มซึ่งไม่เกินสองแสนบาท ต้องห้ามมิให้ฎีกาในข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 248 วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาจึงไม่รับวินิจฉัยในส่วนนี้ คงรับวินิจฉัยเฉพาะฎีกาโจทก์ที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 ถึงที่ 7 และตามฎีกาของจำเลยที่ 2 ข้อต่อไปมีว่า โจทก์ที่ 1 ควรได้รับค่าปลงศพเพียงใด และโจทก์ที่ 1 ที่ 3 ที่ 5 ถึงที่ 8 ควรได้รับค่าขาดไร้อุปการะเพียงใด ศาลฎีกาเห็นสมควรวินิจฉัยรวมกันไปโจทก์ที่ 1 ที่ 2 ที่ 4 ถึงที่ 7 ฎีกาว่า โจทก์ที่ 2 และที่ 4แม้จะบรรจุนิติภาวะแล้วแต่ยังอยู่ระหว่างการศึกษาซึ่งขณะมีชีวิตผู้ตายได้ให้การอุปการะและการศึกษามาตลอด ตามกฎหมายบิดามารดาต้องให้อุปการะเลี้ยงดูบุตรมิใช่เพียงเฉพาะผู้เยาว์ที่ไม่บรรลุนิติภาวะเท่านั้นแต่จะต้องให้อุปการะเลี้ยงดูบุตรที่บรรลุนิติภาวะแล้ว ซึ่งยังไม่มีงานทำหรือไม่มีรายได้ต่อไปตามหน้าที่ศีลธรรมอีกด้วย โจทก์ที่ 2 ที่ 4 ถึงที่ 7 จึงชอบที่จะเรียกค่าขาดไร้อุปการะเป็นเวลา 10 ปี นับแต่วันทำละเมิดและจำนวนเงินค่าขาดไร้อุปการะก็ชอบที่จะได้รับเต็มจำนวนตามฟ้องทุกคน ส่วนจำเลยที่ 2 ฎีกาว่า ค่าปลงศพและค่าขาดไร้อุปการะที่ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์กำหนดให้จำเลยที่ 2 ชดใช้แก่โจทก์ที่ 1 ที่ 3 และที่ 5 ถึงที่ 8 สูงเกินไป เห็นว่า สำหรับค่าปลงศพนั้น โจทก์ที่ 1 เบิกความว่า โจทก์ที่ 1 ทำศพนายสำเริงทั้งประเพณีไทยและจีนเนื่องจากผู้ตายเป็นคนเชื้อชาติจีนสิ้นค่าใช้จ่ายรวมเป็นเงิน 76,692 บาท ตามรายละเอียดค่าใช้จ่ายในการจัดงานศพ บิลเงินสด 4 ฉบับ ใบรับการ์ดงานศพ และใบรับค่าบำรุงวัดเวตวันธรรมาวาสเอกสารหมาย จ.25 ถึง จ.31จำเลยที่ 2 มิได้นำสืบหรือฎีกาโต้เถียงว่า รายการค่าใช้จ่ายตามเอกสารดังกล่าวไม่ถูกต้องประการใดบ้างปรากฏว่าตามรายละเอียดค่าใช้จ่ายในการจัดงานศพเอกสารหมาย จ.25ระบุค่าใช้จ่ายแต่ละรายการไว้โดยละเอียดโดยทุกรายการเกี่ยวเนื่องโดยตรงกับการจัดงานศพรวมเป็นเงิน 76,692 บาทแต่ได้รวมรายการค่ารักษาพยาบาลจำนวน 8,507 บาท ไว้ด้วยเมื่อหักรายการค้ารักษาพยาบาลออกแล้วจะเป็นเงินค่าใช้จ่ายในการจัดงานศพจำนวน 68,185 บาท เนื่องจากผู้ตายมีตำแหน่งเป็นหัวหน้าหมวดบัญชีค่าโดยสารสาย 16 ได้รับเงินเดือน8,317.75 บาท ค่าใช้จ่ายในการจัดงานศพจำนวนดังกล่าวจึงเหมาะสมแก่ฐานะนุรูปของผู้ตายแล้ว ที่ศาลล่างทั้งสองกำหนดค่าใช้จ่ายในการจัดงานศพเป็นเงินจำนวน 68,185 บาท จึงเป็นจำนวนที่สมควร
สำหรับค่าขาดไร้อุปการะของโจทก์ทั้งแปดนั้น สำหรับโจทก์ที่ 2 ปัญหาที่ว่าโจทก์ที่ 2 มีสิทธิเรียกร้องค่าขาดไร้อุปการะตามกฎหมายได้หรือไม่ เป็นปัญหาข้อกฎหมายจึงไม่ต้องห้ามฎีกาในส่วนค่าขาดไร้อุปการะของโจทก์ที่ 1 ซึ่งเป็นภริยาของผู้ตายนั้นประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1461 วรรคสอง บัญญัติว่า"สามีภริยาต้องช่วยเหลืออุปการะเลี้ยงดูกันตามความสามารถและฐานะของตน" โจทก์ที่ 1 มีอายุ 47 ปี ส่วนผู้ตายตามมรณบัตรเอกสารหมาย จ.9 ปรากฏว่ามีอายุ 50 ปี ย่อมเห็นได้ว่าโจทก์ที่ 1มีโอกาสได้รับอุปการะตามกฎหมายได้ไม่น้อยกว่า 10 ปี ที่โจทก์ที่ 1เรียกค่าขาดไร้อุปการะเป็นระยะเวลา 10 ปี จึงเป็นระยะเวลาที่สมควรส่วนโจทก์ที่ 2 และที่ 4 ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า ขณะเกิดเหตุโจทก์ที่ 2 และที่ 4 ซึ่งเป็นบุตรมีอายุเกิน 20 ปี เป็นบุคคลบรรลุนิติภาวะแล้วซึ่งตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 443 วรรคสามบัญญัติว่า "ถ้าว่าเหตุที่ตายลงนั้นทำให้บุคคลคนหนึ่งคนใดต้องขาดไร้อุปการะตามกฎหมายไปด้วยไซร้ท่านว่าบุคคลนั้นชอบที่จะได้รับค่าสินไหมทดแทนเพื่อการนั้น" อันมีความหมายชัดแจ้งว่าค่าสินไหมทดแทนเพื่อการขาดไร้อุปการะจะต้องเป็นการขาดไร้อปุการะตามกฎหมายหาได้มีความหมายรวมไปถึงการขาดไร้อุปการะตามหน้าที่ศีลธรรมดังโจทก์ทั้งแปดฎีกาไม่ในข้อที่บิดาจำต้องให้อุปการะเลี้ยงดูตามกฎหมายแก่บุตรนั้นประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1564 บัญญัติว่า"บิดามารดาจำต้องอุปการะเลี้ยงดูและให้การศึกษาตามสมควรแก่บุตรในระหว่างที่เป็นผู้เยาว์ บิดามารดาจำต้องอุปการะเลี้ยงดูบุตรซึ่งบรรลุนิติภาวะแล้ว แต่เฉพาะผู้ทุพพลภาพและหาเลี้ยงตนเองมิได้" เมื่อขณะเกิดเหตุโจทก์ที่ 2 และที่ 4บรรลุนิติภาวะแล้วและข้อเท็จจริงก็ฟังได้ว่า โจทก์ที่ 2 และที่ 4มิใช่ผู้ทุกพลภาพและหาเลี้ยงตนเองมิได้ โจทก์ที่ 2 และที่ 4จึงไม่อยู่ในข่ายที่จะได้รับค่าขาดไร้อุปการะตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 443 วรรคสาม สำหรับโจทก์ที่ 5 ถึงที่ 8 แม้ข้อเท็จจริงจะฟังได้ว่ายังไม่บรรลุนิติภาวะแต่ก็จะได้รับค่าอุปการะเท่าที่อยู่ในข่ายตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 443 วรรคสาม บัญญัติไว้กล่าวคือ เท่าที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะเว้นแต่จะเป็นผู้ทุพพลภาพและหาเลี้ยงตนเองมิได้ ซึ่งข้อเท็จจริงที่โจทก์ทั้งแปดนำสืบก็ไม่ปรากฏว่าโจทก์ที่ 5 ถึงที่ 8 เป็นผู้ทุพพลภาพแต่อย่างใดโจทก์ที่ 5 ถึงที่ 8 แต่ละคนจึงมีสิทธิได้รับค่าขาดไร้อุปการะตามกฎหมายรับแต่วันเกิดเหตุไปจนกระทั่งมีอายุครบ 20 ปีบริบูรณ์อันเป็นบุคคลที่พ้นจากภาวะผู้เยาว์และเป็นบุคคลที่บรรลุนิติภาวะหาใช่แต่ละคนมีสิทธิได้รับค่าขาดไร้อุปการะไปจนถึง 10 ปีนับจากวันเกิดเหตุดังโจทก์ที่ 5 ถึงที่ 8 ฎีกาไม่ สำหรับอายุของโจทก์ที่ 5 ถึงที่ 8 นับจากวันเกิดเหตุจนกระทั่งแต่ละคนมีอายุครบ 20 ปีบริบูรณ์ นั้น ปรากฏว่าโจทก์ที่ 5 จะมีอายุครบ20 ปี ในวันที่ 19 พฤศจิกายน 2533 เมื่อนับจากวันเกิดเหตุจนมีอายุครบ 20 ปี จะเป็นระยะเวลาประมาณ 7 เดือนโจทก์ที่ 6 จะมีอายุครบ 20 ปี ในวันที่ 22 ตุลาคม 2535เมื่อนับจากวันเกิดเหตุจนมีอายุครบ 20 ปี จะเป็นระยะเวลาประมาณ 2 ปี 6 เดือน โจทก์ที่ 7 จะมีอายุครบ 20 ปี ในวันที่27 เมษายน 2538 เมื่อนับจากวันเกิดเหตุจนมีอายุครบ 20 ปีจะเป็นระยะเวลาประมาณ 5 ปี โจทก์ที่ 8 จะมีอายุครบ 20 ปีในวันที่ 5 กันยายน 2540 เมื่อนับจากวันเกิดเหตุจนมีอายุครบ20 ปี จะเป็นระยะเวลาประมาณ 7 ปี 5 เดือน ส่วนโจทก์ที่ 3เป็นผู้ทุพพลภาพและหาเลี้ยงตนเองมิได้จึงไม่อยู่ในข่ายที่จะคำนวณระยะเวลาค่าขาดไร้อุปการะไปจนกว่าจะบรรลุนิติภาวะหรือไม่จะต้องคำนวณระยะเวลาตามความเหมาะสมของอายุผู้ตายและโจทก์ที่ 3 ซึ่งในข้อนี้โจทก์ที่ 3 เรียกค่าขาดไร้อุปการะมีกำหนด 10 ปี จึงเป็นระยะเวลาที่สมควร อย่างไรก็ดีในชั้นอุทธรณ์จำเลยที่ 2 อุทธรณ์คัดค้านว่าค่าขาดไร้อุปการะโจทก์ที่ 3ที่ศาลชั้นต้นกำหนดมาสูงเกินไป แต่ศาลอุทธรณ์มิได้วินิจฉัยในปัญหาข้อนี้ศาลฎีกาเห็นสมควรวินิจฉัยไปทีเดียวโดยไม่ต้องย้อนสำนวนไปให้ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยเสียก่อน สำหรับจำนวนค่าสินไหมทดแทนกรณีค่าขาดไร้อุปการะของโจทก์ที่ 1 ที่ 3 ที่ 5 ถึงที่ 8 นั้นเนื่องจากค่าขาดไร้อุปการะดังกล่าวโจทก์ที่ 1 ที่ 3 ที่ 5 ถึงที่ 8ล้วนเรียกมาจากเหตุที่ทำให้ผู้ตายถึงแก่ความตาย จึงต้องอาศัยรายได้ของผู้ตายที่สามารถจะให้อุปการะโจทก์ที่ 1 ที่ 3 ที่ 5ถึงที่ 8 ได้เป็นหลักในการคำนวณศาลฎีกาวินิจฉัยข้อเท็จจริงน่าเชื่อว่าผู้ตายมีรายได้เสริมนอกจากเงินเดือนจำนวน8,317.75 บาท จำนวนไม่มาก ดังนั้นที่โจทก์ที่ 1 ฎีกาเรียกค่าขาดไร้อุปการะเป็นเงิน 566,000 บาท จึงสูงเกินไป แต่ขณะเกิดเหตุผู้ตายมีอายุ 50 ปี โจทก์ที่ 1 มีอายุประมาณ 47 ปีค่าขาดไร้อุปการะของโจทก์ที่ 1 ที่ 3 ที่ 5 ถึงที่ 8 ซึ่งชนะคดีทั้งหมดที่จำเลยที่ 2 ฎีกาว่ามีไม่เกิน 100,000 บาท จึงต่ำไปที่ศาลล่างทั้งสองกำหนดค่าขาดไร้อุปการะของโจทก์ที่ 1 เป็นเงิน400,000 บาท จึงเป็นจำนวนที่สมควร เมื่อโจทก์ที่ 1 ซึ่งเป็นภริยาของผู้ตายและเป็นมารดาของโจทก์ที่ 3 ที่ 5 ถึงที่ 8 ได้รับค่าขาดไร้อุปการะเป็นจำนวนเงิน 400,000 บาท แล้ว โจทก์ที่ 3ที่ 5 ถึงที่ 8 ควรได้รับค่าขาดไร้อุปการะโดยคำนึงว่าโจทก์ที่ 1ผู้เป็นภริยาได้รับไปบ้างแล้ว ดังนั้น ที่ศาลชั้นต้นกำหนดค่าขาดไร้อุปการะให้แก่โจทก์ที่ 3 ผู้ทุพพลภาพเป็นจำนวนเงิน180,000 บาท จึงสูงเกินไป เห็นสมควรกำหนดให้เป็นเงิน100,000 บาท โจทก์ที่ 5 มีอายุที่มีสิทธิได้รับค่าขาดไร้อุปการะประมาณ 7 เดือนที่ศาลอุทธรณ์กำหนดค่าขาดไร้อุปการะเป็นเงิน20,000 บาท จึงสูงเกินไป สมควรกำหนดให้เป็นเงิน 10,000 บาทโจทก์ที่ 6 มีอายุที่มีสิทธิได้รับค่าขาดไร้อุปการะประมาณ 2 ปี6 เดือน ที่ศาลล่างทั้งสองกำหนดค่าขาดไร้อุปการะเป็นเงิน40,000 บาท จึงสูงเกินไป เห็นสมควรกำหนดให้เป็นเงิน36,000 บาท โจทก์ที่ 7 มีอายุที่มีสิทธิได้รับค่าขาดไร้อุปการะประมาณ 5 ปี ที่ศาลล่างทั้งสองกำหนดค่าขาดไร้อุปการะเป็นเงิน160,000 บาท จึงสูงเกินไป เห็นสมควรกำหนดให้เป็นเงิน72,000 บาท โจทก์ที่ 8 มีอายุที่มีสิทธิได้รับค่าขาดไร้อุปการะประมาณ 7 ปี 5 เดือน ที่ศาลล่างทั้งสองกำหนดค่าขาดไร้อุปการะเป็นเงิน 240,000 บาท จึงสูงเกินไป เห็นสมควรกำหนดให้เป็นเงิน 106,000 บาท

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 2 ข้อต่อไปมีว่าที่ศาลล่างทั้งสองกำหนดให้จำเลยที่ 2 ชำระดอกเบี้ยนับแต่วันฟ้องชอบหรือไม่จำเลยที่ 2 ฎีกาว่า ค่าขาดไร้อุปการะในวันฟ้องยังมีจำนวนไม่แน่นอน ควรที่จะกำหนดนับแต่วันที่ศาลมีคำพิพากษานอกจากนี้ในวันยื่นคำฟ้อง ศาลยังไม่ได้รับคำฟ้องโจทก์ทั้งแปดเพราะโจทก์ทั้งแปดขอดำเนินคดีอย่างคนอนาถา หากจะกำหนดให้ก่อนวันมีคำพิพากษาก็ควรจะเป็นวันที่ศาลมีคำสั่งให้โจทก์ทั้งแปดดำเนินคดีอย่างคนอนาถา เห็นว่า ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 206 บัญญัติว่า"ในกรณีหนี้อันเกิดแต่มูลละเมิด ลูกหนี้ได้ชื่อว่าผิดนัดมาแต่เวลาที่ทำละเมิด" และจำนวนเงินค่าสินไหมทดแทนเพื่อการขาดไร้อุปการะที่จำเลยทั้งสองจะต้องชำระแก่โจทก์ทั้งแปดนั้นศาลได้กำหนดเป็นจำนวนเงินที่แน่นอน เป็นหนี้เงินที่จำเลยทั้งสองจะต้องชำระทันที จำเลยทั้งสองจึงต้องเสียดอกเบี้ยนับแต่วันผิดนัดการที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาให้จำเลยทั้งสองชำระดอกเบี้ยนับถัดจากวันฟ้องจึงเป็นผลดีแก่จำเลยทั้งสองอยู่แล้ว
ที่จำเลยที่ 2 ฎีกาข้อต่อมาว่า โจทก์ทั้งแปดได้รับยกเว้นค่าธรรมเนียมศาลแล้ว ไม่มีกฎหมายกำหนดให้จำเลยทั้งสองนำค่าธรรมเนียมศาลมาชำระต่อศาลในนามของโจทก์ทั้งแปดดังที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษามานั้น เห็นว่า ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 158 บัญญัติว่า"ถ้าศาลเห็นว่า คู่ความอีกฝ่ายหนึ่งจะต้องเป็นผู้รับผิดเสียค่าฤชาธรรมเนียมทั้งหมดหรือแต่บางส่วนของคู่ความทั้งสองฝ่ายให้ศาลพิพากษาในเรื่องค่าฤชาธรรมเนียมโดยสั่งให้คู่ความอีกฝ่ายหนึ่งนั้นชำระต่อศาลในนามของบุคคลผู้ฟ้องหรือต่อสู้ความอย่างคนอนาถา ซึ่งค่าฤชาธรรมเนียมที่ผู้ฟ้องหรือต่อสู้ความอย่างคนอนาถานั้นได้ยกเว้นทั้งหมดหรือแต่บางส่วนตามที่ศาลเห็นสมควร" ดังนี้ ศาลชั้นต้นจึงมีอำนาจพิพากษาให้จำเลยทั้งสองธรรมเนียมเฉพาะส่วนที่โจทก์ทั้งแปดชนะคดีได้รับอนุญาตให้ดำเนินคดีอย่างคนอนาถาได้ อนึ่ง หนี้ที่จำเลยทั้งสองจะต้องชำระเป็นหนี้อันไม่อาจแบ่งแยกได้ เมื่อจำเลยที่ 2 ฎีกาและศาลฎีกากำหนดค่าสินไหมทดแทนกรณีขาดไร้อุปการะที่จำเลยที่ 2 ต้องรับผิดน้อยลงแม้จำเลยที่ 1 จะมิได้ฎีกา ศาลฎีกาก็มีอำนาจพิพากษาให้จำเลยที่ 1 รับผิดเท่ากับจำเลยที่ 2 ได้

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินแก่โจทก์ที่ 3 จำนวน 100,000 บาท แก่โจทก์ที่ 5 จำนวน10,000 บาท แก่โจทก์ที่ 6 จำนวน 36,000 บาท แก่โจทก์ที่ 7จำนวน 72,000 บาท และแก่โจทก์ที่ 8 จำนวน 106,000 บาทพร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าชำระเสร็จ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ

 

 

กฎหมายที่เกี่ยวข้อง
ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 206
ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 420
ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 443
ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1461
ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1565
ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 158
ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 161
ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 245
ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 246

ผู้พิพากษา
อำนวย สุขพรหม
ปรีชา นาคพันธุ์
ระพินทร บรรจงศิลป

แหล่งที่มา : กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

 

 

สามารถรับชมเพิ่มเติมได้ที่ 

Youtube     https://youtu.be/uHm-9xZy70M?si=Io1RzWaW9_AEMoRE

TikTok                  :https://www.tiktok.com/@lawyeraor/video/7564599814395104532?is_from_webapp=1&sender_device=pc&web_id=7539731687648364033

ติดต่อทีมงานทนายอ้อได้ที่ ⬇️

Facebook        :https://www.facebook.com/share/1Bb1gYBdZc/?mibextid=wwXIfr

Tiktok               :https://www.tiktok.com/@lawyeraor

 Line                  :https://line.me/ti/p/NBw5dNkeFt

 เบอร์โทรศัพท์   : 081-755-5585 , 065-701-1441

 Website           :https://www.lawyer-aor.com/

 

#ฟ้องคดีรถชนกับทนายอ้อ
#ฟ้องคดีอุบัติเหตุกับทนายอ้อ
#ฟ้องคดีประกันภัยกับทนายอ้อ
#ทนายความคดีรถชน
#ทนายความคดีอุบัติเหตุ
#ฟ้องคดีรถชน
#ทนายความ
#ทนายอ้อ
#ฟ้องเรียกร้องค่าสินไหมทดแทน
#ฟ้องคดีละเมิด
#ปรึกษาทนายความคดีรถชนฟรี


บทความที่เกี่ยวข้อง
เว็บไซต์นี้มีการใช้งานคุกกี้ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและประสบการณ์ที่ดีในการใช้งานเว็บไซต์ของท่าน ท่านสามารถอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และ นโยบายคุกกี้
เปรียบเทียบสินค้า
0/4
ลบทั้งหมด
เปรียบเทียบ