แชร์

กรณีทำให้เสียหายแก่ร่างกายนั้น ค่าสินไหมทดแทนได้แก่ค่ารักษาพยาบาล

อัพเดทล่าสุด: 14 ม.ค. 2026
1 ผู้เข้าชม

กรณีทำให้เสียหายแก่ร่างกายนั้น ค่าสินไหมทดแทนได้แก่ค่ารักษาพยาบาล

 

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4130/2540

 

คำพิพากษาย่อสั้น

เกิดเหตุรถชนแล้วจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นผู้ขับรถคู่กรณีหลบหนีไปส่อแสดงพิรุธว่าเป็นฝ่ายกระทำผิดจริง และยังต้องด้วยข้อสันนิษฐานว่าจำเลยที่ 2 เป็นผู้กระทำผิดตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 78 วรรคสองแห่งพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. 2522 แม้ฝ่ายโจทก์จะมิได้นำสืบ น. ซึ่งเป็นพยานคู่กับโจทก์ที่ 1ในคราวเดียวกันก็ดี แต่ศาลย่อมใช้ดุลพินิจในการชั่งน้ำหนักคำพยานดังกล่าวแล้วได้กฎหมายมิได้บัญญัติห้ามมิให้รับฟัง ร้อยตำรวจเอกป.เป็นพนักงานสอบสวนผู้ตรวจสถานที่เกิดเหตุการพบร่องรอยตลอดจนเศษวัสดุต่าง ๆ ที่ตกอยู่ในที่เกิดเหตุจึงเป็นประจักษ์พยานไม่ใช่เป็นพยานบอกเล่า สำเนาใบเสร็จรับเงินเกี่ยวกับค่ารักษาพยาบาลของโจทก์ที่ 1 ที่โรงพยาบาลออกให้เพื่อเป็นหลักฐานแสดงว่าโจทก์ที่ 1 ต้องเสียค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาลตามเอกสารดังกล่าวจริง ดังนี้แม้ฝ่ายโจทก์มิได้ส่งสำเนาเอกสารให้แก่จำเลยทั้งสองตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 90 แต่กรณีเห็นได้ว่าเป็นพยานหลักฐานอันสำคัญซึ่งเกี่ยวกับประเด็นข้อสำคัญในเรื่องค่ารักษาพยาบาล ฉะนั้นเพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรมศาลมีอำนาจรับฟังพยานหลักฐานข้างต้นได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 87 ในกรณีทำให้เสียหายแก่ร่างกายนั้น ค่าสินไหมทดแทนได้แก่ค่ารักษาพยาบาล รวมทั้งค่าเสียหายที่ต้องขาดประโยชน์ทำมาหาได้ เพราะไม่สามารถประกอบการงาน และค่าเสียหายเพื่อการที่เสียความสามารถประกอบการงานสิ้นเชิงหรือแต่บางส่วนทั้งในเวลาปัจจุบันและในเวลาอนาคตด้วยตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 443 วรรคสอง และมาตรา 444 วรรคหนึ่ง แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ดังนี้ ผู้ทำละเมิดจึงต้องใช้ค่าขาดรายได้อันเป็นค่าเสียหายที่ขาดประโยชน์ทำมาหาได้อีกส่วนหนึ่ง ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยให้จำเลยทั้งสองร่วมกันรับผิดชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ที่ 1 กล่าวคือ ค่าเสียหายของรถจักรยานยนต์เป็นเงิน 40,000 บาท ค่ารักษาพยาบาลเป็นเงิน 29,564 บาทค่าเสียหายเพื่อการที่เสียความสามารถประกอบการงานสิ้นเชิงหรือแต่บางส่วนเพราะทุพพลภาพเป็นเงิน 60,000 บาท และค่าเสียหายที่ต้องขาดประโยชน์ทำมาหาได้เพราะไม่สามารถประกอบการงานเป็นเงิน 120,000 บาท รวมค่าเสียหายของโจทก์ที่ 1 เป็นเงิน 249,564 บาท แต่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 กลับพิพากษาให้ค่าเสียหายแก่โจทก์ที่ 1 เป็นเงิน 209,564 บาท กรณีเป็นที่เห็นได้ชัดว่าเกิดจากความผิดพลาดหรือผิดหลงในการรวมคำนวณยอดค่าเสียหายของโจทก์ที่ 1 ซึ่งถือได้ว่าเป็นข้อผิดพลาดเล็กน้อยหรือข้อผิดหลงเล็กน้อยที่แก้ไขได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 143 ศาลฎีกาจึงมีอำนาจพิพากษาแก้ไขคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ในส่วนนี้ให้ถูกต้องได้ ส.มีหน้าที่ควบคุมดูแลตรวจสอบการทำงานของคนขับรถของจำเลยที่ 1 หากคนขับไม่ปฏิบัติตามระเบียบข้อบังคับส.สามารถเสนอเรื่องให้กรรมการของจำเลยที่ 1 ลงโทษได้นอกจากนี้ด้านข้างของรถยนต์บรรทุกสิบล้อคันเกิดเหตุระบุตัวอักษรชื่อย่อของจำเลยที่ 1 อีกทั้งภายหลังเกิดเหตุ ส. พนักงานของจำเลยที่ 1 ยังไปติดต่อขอชดใช้ค่าเสียหายให้แก่ผู้ถูกกระทำละเมิด พฤติการณ์ดังกล่าวแสดงว่าจำเลยที่ 2 มีฐานะเป็นลูกจ้างของจำเลยที่ 1 และได้กระทำไปในทางการที่จ้าง จำเลยทั้งสองฎีกา ศาลชั้นต้นสั่งรับฎีกาเฉพาะเกี่ยวกับโจทก์ที่ 1 เท่านั้น และมีคำสั่งไม่รับฎีกาของจำเลยทั้งสองในส่วนที่เกี่ยวกับโจทก์ที่ 2 และที่ 3 เพราะต้องห้ามฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงแต่ศาลชั้นต้นมิได้สั่งคืนค่าขึ้นศาลชั้นฎีกาของทุนทรัพย์ในส่วนที่เกี่ยวกับโจทก์ที่ 2 และที่ 3 จึงยังไม่ถูกต้อง ศาลฎีกาให้ศาลชั้นต้นคืนค่าขึ้นศาลชั้นฎีกาตามจำนวนทุนทรัพย์ในส่วนที่เกี่ยวกับโจทก์ที่ 2 และที่ 3 ให้แก่จำเลยทั้งสองทั้งหมด

 

คำพิพากษาย่อยาว

โจทก์ทั้งสามฟ้องว่าโจทก์ที่ 1 เป็นเจ้าของและผู้ครอบครองใช้ประโยชน์รถจักรยานยนต์หมายเลขทะเบียน สงขลา ฝ-0964 ราคา 58,000 บาท โจทก์ที่ 2 และที่ 3 เป็นสามีภรรยาและเป็นบิดามารดาของนายนริศรผู้ตาย จำเลยที่ 1 เป็นนิติบุคคลประเภทห้างหุ้นส่วนจำกัด ประกอบกิจการจำหน่ายและขนส่งน้ำมันเชื้อเพลิงจำเลยที่ 2 เป็นลูกจ้างของจำเลยที่ 1 มีหน้าที่ขับรถยนต์บรรทุกน้ำมันตามที่จำเลยที่ 1 มอบหมายและสั่งการให้เป็นผู้ขับรถยนต์บรรทุกสิบล้อหมายเลขทะเบียน 70-0052 ชุมพร เมื่อวันที่ 18 เมษายน 2534 จำเลยที่ 2 ขับรถยนต์บรรทุกสิบล้อคันดังกล่าวบรรทุกน้ำมันเชื้อเพลิงในทางการที่จ้างของจำเลยที่ 1 ด้วยความประมาทปราศจากความระมัดระวังซึ่งบุคคลในภาวะเช่นจำเลยที่ 2 จักต้องมีตามวิสัยและพฤติการณ์ ซึ่งจำเลยที่ 2 อาจใช้ความระมัดระวังเช่นว่านั้นได้แต่หาได้ใช้ให้เพียงพอไม่ กล่าวคือ จำเลยที่ 2 ขับรถด้วยความเร็วเกินกว่าอัตราที่กฎหมายกำหนดในลักษณะที่น่าหวาดเสียว แล่นแซงรถยนต์คันหน้าล้ำเข้าไปในทางเดินรถที่แล่นสวนทางมา ขณะเดียวกันผู้ตายขับรถจักรยานยนต์ โดยมีโจทก์ที่ 1นั่งซ้อนท้ายแล่นสวนทางมาเป็นเหตุให้รถคันที่จำเลยที่ 2 ขับเฉี่ยวชนกับรถจักรยานยนต์ข้างต้นในทางเดินรถของรถจักรยานยนต์ทำให้ผู้ตายถึงแก่ความตาย โจทก์ที่ 1 ได้รับอันตรายสาหัสและรถจักรยานยนต์เสียหาย ขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระค่าเสียหายและดอกเบี้ยนับแต่วันทำละเมิดถึงวันฟ้องให้แก่โจทก์ที่ 1 เป็นเงิน 673,406 บาท โจทก์ที่ 2 เป็นเงิน 397,031 บาท และโจทก์ที่ 3 เป็นเงิน 371,350 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีของต้นเงิน 653,000 บาท 385,000 บาท 360,000 บาท ตามลำดับนับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยทั้งสองให้การว่า จำเลยที่ 2 ไม่ใช่ลูกจ้างของจำเลยที่ 1 การขับรถยนต์บรรทุกน้ำมันของจำเลยที่ 2 หาใช่เป็นการกระทำในทางการที่จ้างของจำเลยที่ 1 ไม่ จำเลยทั้งสองดำเนินกิจการขนส่งน้ำมันร่วมกันในฐานะเป็นหุ้นส่วน เหตุที่เกิดขึ้นไม่ใช่ความประมาทของจำเลยที่ 2 ขอให้ยกฟ้องศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระค่าเสียหายให้แก่โจทก์ที่ 1 เป็นเงิน 359,564 บาท โจทก์ที่ 2 เป็นเงิน 205,000 บาท และโจทก์ที่ 3 เป็นเงิน 180,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีของต้นเงินแต่ละจำนวนดังกล่าวตามลำดับนับแต่วันที่ 18 เมษายน 2534 จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์แต่ละคนดังกล่าวจำเลยทั้งสองอุทธรณ์ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระค่าเสียหายจำนวน 209,564 บาท แก่โจทก์ที่ 1กับจำนวนเงิน 145,000 บาท แก่โจทก์ที่ 2 และจำนวนเงิน 120,000 บาท แก่โจทก์ที่ 3 พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีของต้นเงินแต่ละจำนวนดังกล่าวตามลำดับนับแต่วันที่ 18 เมษายน 2534 จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์แต่ละคนนอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยทั้งสองฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ในชั้นนี้คงมีปัญหาวินิจฉัยคดีของโจทก์ที่ 1 ตามที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งรับฎีกาเฉพาะเกี่ยวกับโจทก์ที่ 1 เท่านั้น ข้อเท็จจริงฟังเป็นยุติว่า ตามวันเวลาเกิดเหตุจำเลยที่ 2 ขับรถยนต์บรรทุกสิบล้อหมายเลขทะเบียน 70-0052 ชุมพร เฉี่ยวชนกับรถจักรยานยนต์หมายเลขทะเบียนสงขลา ฝ-0964 เป็นเหตุให้นายนริศร เอียดแก้ว ผู้ขับขี่รถจักรยานยนต์ถึงแก่ความตาย และโจทก์ที่ 1 กับนางสาวประนอมแสงอินทร์ ซึ่งนั่งซ้อนท้ายมาด้วยกันได้รับบาดเจ็บ โดยโจทก์ที่ 1 แขนขวาลีบต้องพิการไปตลอดชีวิต คดีมีประเด็นต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสองเป็นลำดับแรกว่า เหตุที่รถชนกันเกิดจากความประมาทเลินเล่อของจำเลยที่ 2 หรือไม่เห็นว่า ร้อยตำรวจเอกประเสริฐพยานโจทก์เป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติราชการตามอำนาจหน้าที่และไม่มีส่วนได้เสียกับคู่กรณีฝ่ายใดนับได้ว่าเป็นพยานคนกลาง ถ้อยคำจึงมีน้ำหนักน่าเชื่อถือ ประกอบกับแผนที่สังเขปแสดงสถานที่เกิดเหตุที่พนักงานสอบสวนได้ทำไว้นับว่าเป็นหลักฐานสำคัญที่จะแสดงให้เห็นถึงจุดชนว่าอยู่ในทางเดินรถของฝ่ายใด เพราะในที่เกิดเหตุจะต้องปรากฏร่องรอยต่าง ๆ ตลอดจนเศษวัสดุที่ตกอยู่ในที่เกิดเหตุย่อมใช้เป็นหลักฐานประกอบคดีได้เป็นอย่างดี เว้นแต่จะได้ความว่าพนักงานสอบสวนได้ทำแผนที่สังเขปแสดงสถานที่เกิดเหตุโดยไม่ถูกต้องอันเป็นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบเข้าข้างคู่กรณีฝ่ายหนึ่งฝ่ายใด แต่คดีนี้ไม่ปรากฏพฤติการณ์เช่นที่กล่าวแล้ว นอกจากนี้จำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นผู้ขับรถคู่กรณีกลับหลบหนีไปส่อแสดงพิรุธว่าเป็นฝ่ายกระทำผิดจริง และยังต้องด้วยข้อสันนิษฐานว่า จำเลยที่ 2 เป็นผู้กระทำผิดตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 78 วรรคสอง แห่งพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 อีกด้วย ส่วนที่จำเลยทั้งสองฎีกาอ้างว่า ฝ่ายโจทก์ดำเนินคดีโดยไม่สุจริต เพราะเพิ่งนำนางสาวประนอมซึ่งเป็นพยานคู่กับโจทก์ที่ 1 เข้าเบิกความเป็นพยานภายหลังจากที่โจทก์ที่ 1 เบิกความไปแล้วเป็นเวลานานถึง 1 ปีเศษจึงรับฟังไม่ได้ เห็นว่า แม้ฝ่ายโจทก์จะมิได้นำสืบนางสาวประนอมซึ่งเป็นพยานคู่กับโจทก์ที่ 1 ในคราวเดียวกันก็ดีแต่ศาลย่อมใช้ดุลพินิจในการชั่งน้ำหนักคำพยานดังกล่าวแล้วได้ กฎหมายหาได้บัญญัติห้ามมิให้รับฟังแต่อย่างใดไม่ และกรณีเห็นได้ว่านางสาวประกอบไม่ทราบร่องรอยและเศษวัสดุต่าง ๆ ในที่เกิดเหตุ ส่วนที่จำเลยทั้งสองอ้างว่าร้อยตำรวจเอกประเสริฐเป็นพยานรับคำบอกเล่ารับฟังไม่ได้นั้น เห็นว่าร้อยตำรวจเอกประเสริฐเป็นพนักงานสอบสวนผู้ตรวจสถานที่เกิดเหตุการพบร่องรอยตลอดจนเศษวัสดุต่าง ๆ ที่ตกอยู่ในที่เกิดเหตุ จึงเป็นประจักษ์พยาน หาใช่เป็นพยานบอกเล่าดังที่จำเลยทั้งสองอ้างไม่ พยานหลักบานของฝ่ายโจทก์ดังกล่าวแล้วย่อมมีน้ำหนักดีกว่าพยานหลักฐานของฝ่ายจำเลย ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่าเหตุรถชนกันเกิดจากความประมาทเลินเล่อของ`จำเลยที่ 2 ประเด็นข้อต่อไปมีว่า โจทก์ที่ 1 เสียหายเพียงใด จำเลยทั้งสองฎีกาว่า ค่ารักษาพยาบาลจำนวน 29,564 บาทตามเอกสารหมาย จ.8 และ จ.9 ฝ่ายโจทก์มิได้ส่งสำเนาเอกสารดังกล่าวให้แก่จำเลยทั้งสองก่อนระยะเวลาตามที่กฎหมายกำหนดเป็นการไม่ปฏิบัติตามบทบัญญัติมาตรา 90 แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งจึงต้องห้ามมิให้รับฟังเอกสารข้างต้น นอกจากนี้ค่าเสียหายเพื่อการที่เสียความสามารถประกอบการงานไม่เกิน 30,000 บาท ส่วนค่าเสียหายค่าขาดรายได้โจทก์ที่ 1 ได้รับชดเชยในส่วนอื่นแล้ว จึงไม่ควรกำหนดให้อีก เห็นว่า ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 87 บัญญัติว่า "ห้ามมิให้ศาลรับฟังพยานหลักฐานใด เว้นแต่ (2) คู่ความฝ่ายที่อ้างพยานหลักฐานได้แสดงความจำนงที่จะอ้างอิงพยานหลักฐานนั้น ดังที่บัญญัติไว้ใน มาตรา 88 และ 90 แต่ถ้าศาลเห็นว่าเพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรมจำเป็นจะต้องสืบพยานหลักฐานอันสำคัญ ซึ่งเกี่ยวกับประเด็นข้อสำคัญในคดี โดยฝ่าฝืนต่อบทบัญญัติของอนุมาตรานี้ ให้ศาลมีอำนาจรับฟังพยานหลักฐานเช่นว่านั้นได้" เอกสารหมาย จ.8 และ จ.9 เป็นสำเนาใบเสร็จรับเงินเกี่ยวกับค่ารักษาพยาบาลของโจทก์ที่ 1 ที่โรงพยาบาลสงขลานครินทร์ ออกให้เพื่อเป็นหลักฐานแสดงว่าโจทก์ที่ 1 ต้องเสียค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาลตามเอกสารดังกล่าวจริง ดังนี้ แม้ฝ่ายโจทก์มิได้ส่งสำเนาเอกสารให้แก่จำเลยทั้งสองตามที่กฎหมายบัญญัติกรณีเห็นได้ว่าเป็นพยานหลักบานอันสำคัญซึ่งเกี่ยวกับประเด็นข้อสำคัญในเรื่องค่ารักษาพยาบาลฉะนั้นเพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรม ศาลมีอำนาจรับฟังพยานหลักฐานข้างต้นได้ตามบทกฎหมายดังกล่าวมา การที่ศาลล่างทั้งสองรับฟังเอกสารหมาย จ.8 และ จ.9 จึงชอบด้วยกฎหมายแล้ว สำหรับค่าเสียหายเพื่อการที่เสียความสามารถประกอบการงานสิ้นเชิงหรือแต่บางส่วน และค่าเสียหายค่าขาดรายได้จากการทำมาหาได้นั้น เห็นว่า ในกรณีทำให้เสียหายแก่ร่างกายนั้น ค่าสินไหมทดแทนได้แก่ค่ารักษาพยาบาล รวมทั้งค่าเสียหายที่ต้องขาดประโยชน์ทำมาหาได้ เพราะไม่สามารถประกอบการงาน และค่าเสียหายเพื่อการที่เสียความสามารถประกอบการงานสิ้นเชิงหรือแต่บางส่วน ทั้งในเวลาปัจจุบันและในเวลาอนาคตด้วย ตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 443 วรรคสอง และมาตรา 444 วรรคหนึ่ง แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ดังนี้ ผู้ทำละเมิดจึงต้องใช้ค่าขาดรายได้อันเป็นค่าเสียหายที่ขาดประโยชน์ทำมาหาได้อีกส่วนหนึ่ง หาใช่ได้รับชดเชยส่วนอื่นแล้วดังที่จำเลยทั้งสองฎีกาไม่ อีกทั้งค่าเสียหายทั้งสองจำนวนดังกล่าวศาลอุทธรณ์ภาค 3 กำหนดจำนวนลดลงจากศาลชั้นต้นนับว่าเป็นคุณแก่จำเลยทั้งสองแล้ว ไม่มีเหตุที่ศาลฎีกาจะเปลี่ยนแปลงแก้ไขแต่อย่างไรก็ตาม ศาลอุทธรณ์ภาค 3 วินิจฉัยให้จำเลยทั้งสองร่วมกันรับผิดชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ที่ 1 กล่าวคือ ค่าเสียหายของรถจักรยานยนต์เป็นเงิน 40,000 บาท ค่ารักษาพยาบาลเป็นเงิน29,564 บาท ค่าเสียหายเพื่อการที่เสียความสามารถประกอบการงานสิ้นเชิงหรือแต่บางส่วนเพราะทุพพลภาพเป็นเงิน 60,000 บาท และค่าเสียหายที่ต้องขาดประโยชน์ทำมาหาได้ เพราะไม่สามารถประกอบการงานเป็นเงิน 120,000 บาท รวมค่าเสียหายของโจทก์ที่ 1 เป็นเงิน 249,564 บาท แต่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 กลับพิพากษาให้ค่าเสียหายแก่โจทก์ที่ 1 เป็นเงิน 209,564 บาท กรณีเป็นที่เห็นได้ชัดว่าเกิดจากความผิดพลาดหรือผิดหลงของศาลอุทธรณ์ภาค 3 ในการรวมคำนวณยอดค่าเสียหายของโจทก์ที่ 1 ซึ่งข้อผิดพลาดหรือข้อผิดหลงดังกล่าวถือได้ว่าเป็นข้อผิดพลาดเล็กน้อยหรือข้อผิดหลงเล็กน้อยที่แก้ไขได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 143 ศาลฎีกาจึงมีอำนาจพิพากษาแก้ไขคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3 ในส่วนนี้ให้ถูกต้องได้ประเด็นข้อสุดท้ายมีว่า จำเลยที่ 1 จะต้องร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 2 หรือไม่ จำเลยที่ 1 ฎีกาว่า จำเลยที่ 2 เป็นหุ้นส่วนกับจำเลยที่ 1 โดยแบ่งรายได้กันตามหนังสือสัญญาหุ้นส่วนเอกสารหมาย ล.2 จำเลยที่ 1 จึงไม่ต้องร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 2 ในฐานะนายจ้างนั้น เห็นว่า คดีได้ความจากคำเบิกความของนายสมพงษ์พยานจำเลยทั้งสองว่า นายสนั่นมีหน้าที่ควบคุมดูแลตรวจสอบการทำงานของคนขับรถของจำเลยที่ 1หากคนขับไม่ปฏิบัติตามระเบียบข้อบังคับนายสนั่นสามารถเสนอเรื่องให้กรรมการของจำเลยที่ 1 ลงโทษได้ นอกจากนี้ด้านข้างของรถยนต์บรรทุกสิบล้อคันเกิดเหตุระบุตัวอักษรย่อว่า ซี เอ หมายถึงชื่อย่อของจำเลยที่ 1 อีกทั้งปรากฏว่าภายหลังเกิดเหตุนายสนั่นพนักงานของจำเลยที่ 1 ยังไปติดต่อขอชดใช้ค่าเสียหายให้แก่นางสาวประนอมพฤติการณ์ดังกล่าวแล้วส่อแสดงว่าจำเลยที่ 2 มีฐานะเป็นลูกจ้างของจำเลยที่ 1 และได้กระทำไปในทางการที่จ้าง ส่วนที่จำเลยทั้งสองทำสัญญาหุ้นส่วนกันนั้น กรณีน่าเชื่อว่าเป็นการสมรู้อำพรางต่อบุคคลภายนอกเพื่อให้จำเลยที่ 1 พ้นความรับผิดในฐานะนายจ้างเท่านั้น ดังนั้น จำเลยที่ 1 จะปฏิเสธความรับผิดโดยอ้างสัญญาหุ้นส่วนย่อมฟังไม่ขึ้น ที่ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัยว่าจำเลยที่ 1 ต้องร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 2 ในฐานะนายจ้างชอบแล้วอนึ่ง คดีนี้ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับฎีกาของจำเลยทั้งสองในส่วนที่เกี่ยวกับโจทก์ที่ 2 และที่ 3 เพราะต้องห้ามฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงแต่ศาลชั้นต้นมิได้สั่งคืนค่าขึ้นศาลชั้นฎีกาของทุนทรัพย์ในส่วนที่เกี่ยวกับโจทก์ที่ 2 และที่ 3 จึงยังไม่ถูกต้องพิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าสินไหมทดแทนจำนวน 249,564 บาท พร้อมดอกเบี้ยตามอัตราและระยะเวลาตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3 ให้แก่โจทก์ที่ 1 กับให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าทนายความชั้นฎีกาจำนวน 2,000 บาทแทนโจทก์ที่ 1 นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3 และให้ศาลชั้นต้นคืนค่าขึ้นศาลชั้นฎีกาตามจำนวนทุนทรัพย์ในส่วนที่เกี่ยวกับโจทก์ที่ 2 และที่ 3 ให้แก่จำเลยทั้งสองทั้งหมด

 

กฎหมายที่เกี่ยวข้อง
พระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 78
ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 143
ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 95
ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 90
ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 87
ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 85
ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 444
ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 443
ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 425
ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 155

ผู้พิพากษา
เสริมศักดิ์ ผลัดธุระ
มงคล สระฏัน
อำนวย หมวดเมือง

แหล่งที่มา : กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

 

สามารถรับชมเพิ่มเติมได้ที่ 

Youtube     https://youtu.be/Va287pQy36I?si=c8prU5zS50Ego1wy

TikTok                  :https://www.tiktok.com/@lawyeraor/video/7563487985568648455?is_from_webapp=1&sender_device=pc&web_id=7539731687648364033

ติดต่อทีมงานทนายอ้อได้ที่ ⬇️

Facebook        :https://www.facebook.com/share/1Bb1gYBdZc/?mibextid=wwXIfr

Tiktok               :https://www.tiktok.com/@lawyeraor

 Line                  :https://line.me/ti/p/NBw5dNkeFt

 เบอร์โทรศัพท์   : 081-755-5585 , 065-701-1441

 Website           :https://www.lawyer-aor.com/

 

#ฟ้องคดีรถชนกับทนายอ้อ
#ฟ้องคดีอุบัติเหตุกับทนายอ้อ
#ฟ้องคดีประกันภัยกับทนายอ้อ
#ทนายความคดีรถชน
#ทนายความคดีอุบัติเหตุ
#ฟ้องคดีรถชน
#ทนายความ
#ทนายอ้อ
#ฟ้องเรียกร้องค่าสินไหมทดแทน
#ฟ้องคดีละเมิด
#ปรึกษาทนายความคดีรถชนฟรี

 


บทความที่เกี่ยวข้อง
เว็บไซต์นี้มีการใช้งานคุกกี้ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและประสบการณ์ที่ดีในการใช้งานเว็บไซต์ของท่าน ท่านสามารถอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และ นโยบายคุกกี้
เปรียบเทียบสินค้า
0/4
ลบทั้งหมด
เปรียบเทียบ