แชร์

จะเคลื่อนรถจากการกีดขวางถนน แต่ทำไม่ได้จึงได้เปิดไฟกะพริบ หน้าหลังไว้ ไม่ถือว่าจำเลยประมาท

อัพเดทล่าสุด: 25 ธ.ค. 2025
174 ผู้เข้าชม

จำเลยพยายามจะเคลื่อนรถให้พ้นจากการกีดขวางบนถนน แต่ทำไม่ได้ จึงได้เปิดไฟกะพริบหน้าหลังและเปิดไฟใหญ่หน้ารถไว้เป็นที่สังเกต... ไม่ถือว่าจำเลยประมาท...

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4721/2529

คำพิพากษาย่อสั้น
     ขณะเกิดเหตุรถของจำเลยที่ 2 กำลังจอดอยู่กลางถนนจำเลยที่ 2 พยายามจะเคลื่อนรถให้พ้นจากการกีดขวางบนถนน แต่ทำไม่ได้ จึงได้เปิดไฟกะพริบหน้าหลังและเปิดไฟใหญ่หน้ารถไว้เป็นที่สังเกต นับว่าเป็นการกระทำตามสมควรที่จำเลยที่ 2 จะกระทำได้ใน สถานการณ์เช่นนั้นเพื่อแสดงให้เห็นว่ารถของตนกีดขวางการจราจรบนถนนอยู่ การที่จำเลยที่ 1 ขับรถมาโดยเร็วแล้วชนรถของจำเลยที่ 2 เป็นเหตุให้มีคนได้รับอันตรายแก่กายและอันตรายสาหัส จึงเป็นเพราะความประมาทของจำเลยที่ 1 ฝ่ายเดียว มิใช่เป็นผลจากการกระทำของจำเลยที่ 2 ด้วย จำเลยที่ 2 จึงไม่มีความผิดฐานกระทำโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นได้รับอันตรายแก่กายและอันตรายสาหัส

คำพิพากษาย่อยาว
     โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองฐานกระทำโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นได้รับอันตรายแก่กายและอันตรายสาหัสตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 300, 390 พระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. 2522 มาตรา 43, 157

จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ

     ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 300, 390 พระราชบัญญัติจราจรทางบกพ.ศ. 2522 มาตรา 43, 157 ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 300 ซึ่งเป็นบทหนัก จำคุกจำเลยคนละ 1 ปี

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

     ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่าลงโทษจำเลยที่ 1 จำคุก 1 ปี และปรับ 1,000 บาท จำเลยที่ 2 มีความผิดตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. 2522มาตรา 43, 157 ลงโทษปรับ 500 บาท โทษจำคุกจำเลยที่ 1 ให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 2 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

     โจทก์ฎีกาว่า จำเลยที่ 2 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 300, 390 ด้วย

     ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ขณะเกิดเหตุรถของจำเลยที่ 2 กำลังจอดอยู่กลางถนนจำเลยที่ 2 พยายามจะเคลื่อนรถให้พ้นจากการกีดขวางบนถนน แต่ทำไม่ได้เพราะเครื่องยนต์ดับและเกียร์ค้าง จำเลยที่ 2 ได้เปิดไฟกระพริบหน้าหลังและเปิดไฟใหญ่หน้ารถไว้ด้วยเพื่อเป็นที่สังเกต นับว่าเป็นการกระทำตามสมควรที่จำเลยที่ 2 จะกระทำได้ในสถานการณ์เช่นนั้น เพื่อแสดงให้เห็นว่ารถของตนกีดขวางการจราจรบนถนนอยู่ การที่จำเลยที่ 1 ขับรถมาโดยเร็วแล้วชนรถของจำเลยที่ 2 เป็นเหตุให้มีคนได้รับอันตรายแก่กายและอันตรายสาหัส จึงเป็นเพราะความประมาทของจำเลยที่ 1 แต่เพียงฝ่ายเดียวมิใช่เป็นผลโดยตรงจากการกระทำของจำเลยที่ 2ด้วยแต่อย่างใด ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน

กฎหมายที่เกี่ยวข้อง
ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 300
ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 390
พระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 43
พระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 157

ผู้พิพากษา
ประวิทย์ ขัมภรัตน์
อภินย์ ปุษปาคม
ชวลิต นราลัย

 

ติดต่อทีมงานทนายอ้อได้ที่ ⬇️

Facebook        :https://www.facebook.com/share/1Bb1gYBdZc/?mibextid=wwXIfr

Tiktok               :https://www.tiktok.com/@lawyeraor

 Line                  :https://line.me/ti/p/NBw5dNkeFt

 เบอร์โทรศัพท์   : 081-755-5585 , 065-701-1441

 Website           :https://www.lawyer-aor.com/


บทความที่เกี่ยวข้อง
เว็บไซต์นี้มีการใช้งานคุกกี้ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและประสบการณ์ที่ดีในการใช้งานเว็บไซต์ของท่าน ท่านสามารถอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และ นโยบายคุกกี้
เปรียบเทียบสินค้า
0/4
ลบทั้งหมด
เปรียบเทียบ